198, 199, 200, 201, 202 ,203, 204 ,205, 206, 207, 208, 209, 210, 211, 212, 213, 214, 215, 216, 217, 218, 219, 220, 221, 222, 223

ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2551

ผ่าขุมทรัพย์แสนล้าน
ขายตรงเดือน
กลุ่มเศรษฐีรุกหนัก  

 

เปิดขุมทรัพย์ธุรกิจเครือข่ายแสนล้าน เผยในรอบ 5 ปีมียอดขายโดยรวมพุ่งกระฉูดถึง 200% จับตากลุ่มทุนยักษ์ใหญ่แห่รุกตลาดขายตรงมืดฟ้ามัวดิน นำทัพโดย “กลุ่มสหพัฒน์ฯ, กระทิงแดง, อัศวโภคิน, ล็อกซเล่ย์,  สหฟาร์มฯ, แกรมมี่ฯ, วัชรศรีโรจน์, โอภาสวงศ์, ตงฮั๊ว บางค่ายถึงกับเปิดทีวีดาวเทียมทั้งช่องลุยแหลก...รายเล็กรายน้อยรอดไม่รอดห้ามกระพริบตา  

ถ้ากล่าวถึงธุรกิจเครือข่ายหรือขายตรงในเมืองไทย ไม่ใช่ว่าจะมีเฉพาะกลุ่มนักธุรกิจที่อยู่ในแวดวงนี้ที่เข้ามาบุกตลาดเท่านั้น เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า อุตสาหกรรมนี้มีอัตราการเติบโตถัวเฉลี่ยปีละ 15-20% ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะผันผวนอย่างไรก็ตาม ก็ไม่เคยได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ยิ่งระยะหลังๆ นี้ มีกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่หลายค่าย ได้เข้ามาบุกตลาดขายตรงอย่างเมามัน ส่วนใหญ่ต่างก็เล็งเห็นอนาคตอันสดใสในการขยายตลาด เพราะการขยายสินค้าช่องทางนี้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรง

มูลค่าตลาดขายตรงไทย
ใกล้แสนล้านอย่างเฉียดฉิว  
เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทขายตรงเกิดขึ้นมากมายเกือบ 500 บริษัท นี่เฉพาะที่จดทะเบียนกับสคบ.เท่านั้น ยังไม่นับรวมบริษัทที่อยู่นอกระบบอีกไม่น่าจะต่ำกว่า   20-30 ราย เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องมา “โฟกัส” ให้เห็นยอดขายกันชัดๆ วัดกันเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง แอมเวย์ เมื่อปีที่ผ่านมามียอดขายนับหมื่นล้านบาท บริษัท กิฟฟารีนฯ แตะ 4,000 ล้านบาท บริษัท เบตเตอร์เวย์ หรือมิสทิน ยอดขายประมาณ 5,000  ล้านบาท บริษัท ซูเลียนฯ ยอดขายกว่า 2,000 ล้านบาท บริษัท คังเซนฯ ยอดขายเกือบ 2,000 ล้านบาท  บริษัท ท๊อป ออฟ มายด์ ยอดเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัท แสงสุริยะฉัตร หรือหมอเส็งยอดขายกว่า 1,000 ล้านบาท นี่แค่ออเดิร์ฟเพียง 7-8 บริษัทเท่านั้น ยอดขายโดยรวมก็ปาเข้าไปกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทเข้าไปแล้ว

และที่เหลืออีกกว่า 400 บริษัท น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 70-80  บริษัทที่มียอดขายตั้งแต่หลัก 100-800 ล้านบาท ยังไม่นับรวมยอดขายบริษัทรายเล็กรายน้อยที่มียอดตั้งแต่ 5-100 ล้านบาทต่อปี ขณะเดียวกันยังไม่ได้รวมบริษัทที่ค้าขายกันในระบบแชร์ลูกโซ่ผ่านระบบเว็บไซต์อีกจำนวนมาก ฉะนั้น เมื่อบวกลบคูณหารก็พอจะได้ตัวเลขออกมาเรียกน้ำย่อยโชว์ให้เห็นกันชัดๆ ที่ 70,000- 80,000 ล้านบาทต่อปี เฉียดแสนล้านบาทเลยทีเดียว 

5 ปีก่อนยอดแค่2.6ล้าน
ปัจจุบันตลาดโดยรวมพุ่ง 200% 

เมื่อปี 2546 สมาคมการขายตรงไทยเคยจ้างเอแบคโพลล์ให้สำรวจมูลค่าธุรกิจขายตรงไทยไว้ครั้งหนึ่ง ผลสำรวจปรากฏว่า มีประชาชนเข้าสู่ระบบเครือข่ายประมาณ 6 ล้านคน มูลค่าของตลาดในปีนั้นอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท และเมื่อกลางปี 2550 นายปรีชา ประกอบกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เคยออกมาให้สัมภาษณ์สื่อว่า มีประชาชนเข้าสู่ระบบขายตรง 8-9 ล้านคน มูลค่าตลาดประมาณ 45,000- 50,000 ล้านบาท นี่คือ ตัวเลขที่ยักษ์ใหญ่อย่าง แอมเวย์ออกมาเปิดประเด็นว่า อุตสาหกรรมนี้เติบโตจริงๆ   

ถ้าจะพิจารณากับมูลค่าโดยรวมของธุรกิจขายตรง ตามที่ผู้บริหารค่ายยักษ์ใหญ่ออกมาประเมิน ก็น่าจะเป็นเพียงข้อมูลที่คาดการณ์จากยอดขายของแต่ละบริษัท ที่ส่งงบดุลกับกรมพัฒนาเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เท่านั้น

แต่ธุรกิจขายตรงในเมืองไทย บริษัทที่ส่งยอดงบดุลบัญชีที่ตรงกับความเป็นจริงไม่น่าจะมีถึง 60% ของบริษัทขายตรงทั้งหมด ส่วนอีก 40% ต่างก็เล่นแร่แปรธาตุอย่างไม่ต้องสงสัย    

เมื่อ “ปรีชา ประกอบกิจ” เอาตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเป็นข้อมูลทางการตลาด เพื่อเป็นกลไกในการดำเนินธุรกิจ น่าจะเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง คือ อยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี 
แต่ถ้าประเมินจากข้อมูลจากยอดขายของธุรกิจเครือข่ายที่มีอยู่ทั้งใต้ดิน บนดิน รวมถึงบริษัทปั่นเงิน แชร์ลูกโซ่ เว็บระดมเงินเข้าไปแล้ว น่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 70,000-80,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน ฉะนั้น ถ้าเทียบกับ 4-5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงไทย น่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 200% เลยทีเดียว

สัญญาณบ่งชี้ธุรกิจนี้โต
ภาวะวิกฤติไม่ส่งผลกระทบ   

ก็อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ขณะนี้ผู้บริโภคเริ่มเข้าใจในธุรกิจนี้มากขึ้น เมื่อ 5 ปีที่แล้วประชาชนเข้าสู่ระบบนี้อยู่ที่ 6 ล้านคน แต่ปัจจุบันพุ่งเป็น 8-9 ล้านคน

ต้องยอมรับว่ายุคก่อน ประชาชนส่วนใหญ่มักจะถูกหลอกให้เข้าสู่ระบบนี้ โดยไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วธุรกิจนี้มีดีอย่างไร รู้เพียงฉาบฉวย ส่งผลให้กลุ่มสมาชิกเก่าที่อยู่มานาน หรือที่เรียกว่าแม่ทีมบางกลุ่ม ซึ่งรู้ช่องทางว่าทำอย่างไรตัวเองถึงจะได้เงินจากการทำอาชีพนี้ ก็จะไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลในแนวลึกให้สมาชิกระดับล่างได้รับรู้ทั้งหมด

โดยเฉพาะเรื่องแผนการตลาด หรือแผนการจ่ายผลตอบแทน ดาวไลน์ที่เข้าสู่ระบบนี้ใหม่ๆ กว่าคนเหล่านี้จะศึกษาจนเข้าใจอย่างถ่องแท้ ก็ต้องหมดเงินเพื่อซื้อสินค้าลองถูกลองผิดกับอาชีพนี้มาแล้วนับไม่ถ้วน จนกลายเป็นเบี้ยล่างให้กับผู้นำหรือแม่ทีมจอมซิกแซ็กไปโดยปริยาย   

ส่วนใหญ่คนที่อยู่ห่างไกลข้อมูลข่าวสารจะเสียเปรียบ เมื่อเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของระบบเครือข่ายที่แท้จริง ก็จะกลายเป็นเหยื่อของกลุ่มแม่ทีมที่มักจะเอาผลประโยชน์ไปหลอกล่อ เพื่อให้ชาวบ้านนำเงินมาลงทุนทีละเป็นหมื่นเป็นแสน โดยให้เหตุผลว่าให้หาเงินมาลงทุนเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องทำอะไร ให้รออยู่บ้านเฉยๆ แล้วรอรับเงิน หรือถ้าอยากได้เพิ่มก็ให้ไปหาคนมาลงทุนต่ออย่างนี้เป็นต้น

เมื่อข้อมูลในแนวลึกและข้อเท็จจริงถูกปิดกั้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ทำแล้วไม่ได้เงิน ในที่สุดผู้คนก็เกิดความเบื่อหน่าย และทิ้งอาชีพนี้ไปด้วยความเจ็บปวด

แต่ปัจจุบันโลกขายตรงได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้คนเริ่มเข้ามาศึกษาอย่างจริงๆ จังๆ เกิดสถาบันในการฝึกอบรมเพื่อให้เป็นมืออาชีพขึ้นมากมาย แต่ละบริษัทต่างก็จัดคอร์สฝึกอบรมสมาชิกใหม่ เพื่อให้ก้าวขึ้นไปเป็นมืออาชีพ ถือเป็นหลักสูตรเพื่อเติมเต็มสร้างบุคลากรให้มีประสิทธิ ภาพในการทำงาน จนกลายเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจเครือข่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้    

ธุรกิจปราบเซียน
คนวงนอกเจ๊งนักต่อนัก

ต้องยอมรับว่า เมื่อในอดีตคนนอกวงการที่ไม่เคยศึกษากลไกสำคัญของธุรกิจเครือข่ายแบบจริงๆ จังๆ เมื่อเข้ามาลงทุนได้ไม่นานก็ต้องปิดตัวไป และมีไม่ถึง 5% ที่คนนอกระบบนี้จะประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเดินปัดก้นปิดบริษัทไปตามๆ กัน เหตุผลที่มันไม่ง่ายในการบริหารธุรกิจนี้ ก็เพราะธุรกิจเครือข่ายมีความแตกต่างไปจากการค้าขายทั่วๆ ไปโดยสิ้นเชิง  

“จุดตาย” ที่ทำให้ผู้ประกอบการล้มเหลว อีกส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการไม่เข้าใจในเรื่อง แผนการจ่ายผลตอบแทน  เพราะธุรกิจนี้ไม่ใช่เพียงแค่ซื้อมาแล้วขายไปก็จบ แต่มันมีผลพวงตั้งแต่เริ่มต้นสมัครเป็นสมาชิกแรกเข้า กล่าวคือ เมื่อเกิดการซื้อสินค้าใช้ ก็จะมีการสะสมคะแนน เมื่อเราแนะนำคนอื่นมาซื้อสินค้า ก็จะกลายเป็นสายงาน หรือเครือข่ายของเราไปโดยปริยาย ซึ่งมีการสะสมคะแนนเช่นกัน เมื่อครบตามแผนการตลาด คนที่อยู่ข้างบนก็จะได้รับผลตอบแทนตามแผนนั้นๆ ซึ่งรายละเอียดปลีกย่อยมีอีกมากมายหลายขั้นตอน      

ฉะนั้น ที่ผ่านมาจะเห็นว่า นักธุรกิจนอกวงการที่ไม่รู้เรื่องแผนการจ่ายผลตอบแทน ก็จะกลายเป็นเหยื่อของแม่ทีมที่หลอกล่อสารพัดรูปแบบเพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์ แม้แต่เรื่องการจ้างพนักงานคีย์ข้อมูลสมาชิกจากสายงานอื่น      เพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์ก็เกิดขึ้นให้เห็นกันบ่อยๆ
และที่ร้ายไปกว่านั้น เจ้าของบริษัทขายตรงที่ไม่รู้เรื่องแผนการตลาด โดยเฉพาะบริษัทที่เปิดใหม่ๆ ก็จะถูกพวกแม่ทีมที่ใจไม่ซื่อมือไม่สะอาดใช้วิธีการดึงคนของตนเองเข้ามาอยู่ในบริษัท วางสายงานสร้างขบวนการเพื่อเล่นแร่แปรธาตุตบกินผลประโยชน์รับลูกกันเป็นทอดๆ กว่าเจ้าของบริษัทจะรู้ตัวว่าถูกวางยา ก็ควักเงินจ่ายไปแล้วแบบโอเว่อร์เปย์แทบสิ้นเนื้อประดาตัว 

นักธุรกิจดีๆ ขยาดหรือไม่
กับธุรกิจที่เคลือบสีเทา

ก็อีกนั่นแหละขึ้นชื่อว่า นักธุรกิจย่อมมีวิญญาณของความเป็นนักสู้เป็นต้นทุนอยู่แล้ว กลุ่มนักลงทุนมักจะมองอยู่เรื่องเดียว คือ ทำอะไรก็ตามเมื่อทำแล้วมันมีโอกาสเติบโตและสร้างผลกำไรได้ในเวลาไม่นานนัก นักธุรกิจก็พร้อมที่จะเสี่ยงเดินเข้าไปเพื่อแลกกับสิ่งที่ตนเองมุ่งหวังเพื่อให้ได้มา 

ยิ่งระยะหลังๆ มานี้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงมีมากขึ้น สามารถหาได้ในหลายช่องทาง สื่อก็มีมากมาย แม้บางครั้งข้อมูลจะเชื่อถือได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับนักธุรกิจมืออาชีพ เนื่องจากคนเหล่านี้ไม่ได้เสพข่าวสารเพื่อที่จะเชื่อทั้งหมด เขาอ่านข่าวสารเพื่อเก็บสะสมความน่าจะเป็น หลังจากนั้นก็จะนำข้อมูลที่ได้มาจากหลากหลาย เพื่อนำไปต่อยอดทางความคิด โดยสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อใช้สำหรับการบริหารจัดการต่อไป    

กลุ่มทุนยักษ์ชักแถวลุย
บุกหนักตลาดขายตรงไทย   

เมื่อธุรกิจขายตรงได้กลายเป็นที่ต้องการของประชาชนเพิ่มมากขึ้น และเป็นอีกช่องทางหนึ่งซึ่งสามารถขยายตลาดได้รวดเร็วทันใจ เข้าไปนั่งอยู่ที่ในหัวใจของกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรงเพียงชั่วข้ามคืน

จึงไม่แปลกที่ได้เห็นกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่นอกวงการแห่เข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มากมาย เริ่มต้นจากบริษัท เบตเตอร์เวย์ หรือมิสทิน ปัจจุบันนำทัพโดย “ดนัย ดีโรจนวงศ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ นี่ก็ถือกำเนิดมาจากกลุ่มสหพัฒน์ฯ เป็นผู้ร่วมทุนรายใหญ่ ปัจจุบันมิสทินมียอดขายปีละ 5,000 ล้านบาท

หลังประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของมิสทิน สหพัฒน์ฯ ก็เกิดอาการคึกจึงมาเปิดบริษัทขายตรงหลายชั้นขึ้นมาอีก 1 แห่ง นั่นคือ บริษัท สหไดเร็กชั่น อาจเป็นเพราะกลุ่มสหพัฒน์ฯ ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านขายตรงหลายชั้นก็เป็นได้ เนื่องจากการบริหารจัดการภายในมีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากมาย ในที่สุดค่ายนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร 

นอกจากนี้ยังมีคนใน “ตระ กูลอัศวโภคิน” เจ้าของโครงการบ้านจัดสรร แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ และ ธุรกิจในเครืออีกมากมาย นี่ก็มาเปิดธุรกิจขายตรงในนาม “บริษัท เอ สมาร์ท จำกัด” นำทัพโดย “ทรงพล อัศวโภคิน” แม้จะเปิดมา 2 ปี ค่ายนี้กลับไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

จากนั้นก็มีกลุ่มบริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นคนใน “ตระกูลล่ำซำ” นี่ก็มาเปิดบริษัทขายตรงในนาม “บริษัท แอล-ไดเร็ค จำกัด” นำทัพโดย “ธงชัย ล่ำซำ” กระแสตอบรับนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้ 

ขณะที่คนใน “ตระกูลอยู่วิทยา” เจ้าพ่อกระทิงแดง โดย “ศักดิ์ชาย และเพ็ญทูล อยู่วิทยา” ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของ “เฉลียว อยู่วิทยา” นี่ก็มาเปิดธุรกิจขายตรงชื่อ “บริษัท เนเจอร์ แม๊กส์ จำกัด” ขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เมื่อกว่า 7 เดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันได้ข่าวว่ามีอัตราการเติบโตยอดขายถล่มทลายไม่ใช่เล่น 
และเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง “ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ” นี่ก็คนในกลุ่มสหฟาร์มเจ้าพ่อไก่แช่แข็งส่งออกรายใหญ่ ก็มาเปิดบริษัทขายตรงขึ้นมาอีกรายชื่อ “บริษัท ซีมูซี่ จำกัด” เพราะก่อนหน้านี้กลุ่มสหฟาร์มก็เคยเปิดบริษัทขายตรงในนาม “บริษัท อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ จำกัด” มาแล้วครั้งหนึ่ง ประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ยังมี “พญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” นี่ก็เป็นน้องสาวเจ้าพ่อตลาดหุ้นผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตอย่าง “เสี่ยสอง วัชรศรีโรจน์” มาเปิดขายตรงในนาม “บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค ” ขณะนี้ได้ข่าวว่ากำลังจะขยายธุรกิจไปที่ประเทศญี่ปุ่น ถ้าทำสำเร็จถือว่าเป็นคนไทยรายแรกที่ไปเปิดตลาดขายตรงในญี่ปุ่นได้ 

หรืออย่างคนใน “ตระกูล ตงฮั๊ว” ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์จีนที่มียอดขายอันดับหนึ่ง อย่าง “พญ. สมฤดี เอื้อสุดกิจ” นี่ก็ออกมาเปิดบริษัทขายตรงเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ในนาม “บริษัท อมตะ อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค จำกัด” เคยสร้างยอดขายถล่มทลายมาแล้ว

ขณะเดียวกัน คนในตระกูลนี้ยังได้แตกไลน์ธุรกิจขายตรงออกมาอีก 1 แห่ง นำโดย “พริ้งเพรา  โตกะคุณะ”  นั่นคือ  “บริษัท พรปิยะ เน็ทเวิร์ค จำกัด” 2 ศรีพี่น้องคู่นี้ถึงกับเปิดทีวีดาวเทียมแข่งกันมันหยด เพื่อโมติเวทสมาชิกตลอด 24 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว ถือเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับวงการขายตรงไทยได้ไม่น้อย  

และเมื่อ 3-4 ปีก่อน “ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม” ประธานกรรมการ บริษัท แกรมมี่ฯ ก็ได้เปิดบริษัทขายตรงชั้นเดียว คือ “บริษัท ยู สตาร์ (ปท.)จำกัด” จนประสบความสำเร็จไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว จนสร้างความติดอกติดใจในระบบขายตรง ล่าสุดถึงกับแตกไลน์ขายตรงด้วยการขายวีซีดีศิลปินในสังกัดผ่านระบบดังกล่าว
ขณะที่คนในตระกูลส่งออกข้าวรายใหญ่ของไทยอย่าง “โอภาสวงศ์” นำโดย “ธฤต โอภาสวงศ์” นี่ก็มาเปิดธุรกิจขายตรงในนาม “บริษัท อัลไลแอนดซ์ ทีมเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือเอทีเอ็ม แม้ค่ายนี้ยอดขายจะยังไม่กระฉูดมากนัก แต่ในอนาคตอาจสร้างความสดใสได้ไม่มากก็น้อย

จะเห็นว่า ธุรกิจเครือข่ายหรือขายตรงได้รับความสนใจจากกลุ่มธุรกิจเป็นอย่างมาก และอนาคตคงไม่มีกลุ่มทุนแค่นี้แน่ ที่เข้ามาสู่ระบบดังกล่าว ยังมีอีกหลายกลุ่มที่จดๆ จ้องๆ เพื่อหาช่องทางเข้ามาขยายในตลาดเครือข่ายที่มีมูลค่าแสนล้านในอนาคตอันใกล้นี้          

เมื่อกลุ่มทุนยักษ์พับสนามเล่น
จับตารายย่อยแจ้งเกิดได้หรือไม่

อย่างที่มีการกล่าวกันว่า ธุรกิจขายตรงไม่ได้หมูอย่างที่คิด กลุ่มธุรกิจแม้จะมีทุนมากแค่ไหนก็ไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดว่าจะประสบความสำเร็จเสียเลยทีเดียว จุด สำคัญผู้ประกอบการต้องเข้าใจกลไกที่แท้จริงของธุรกิจนี้ จะมองเกมการตลาด และรู้อย่างฉาบฉวยไม่ได้เป็นอันขาด ที่สำคัญจะมาลองถูกลองผิดก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะหากเดินเกมรบพลาดเพียงนิดเดียวอาจหมดหน้าตักได้ง่ายๆ

เพราะคำว่า เครดิตและความน่าเชื่อถือ ก็คือ “ดัชนีชี้วัด” ว่าค่ายไหนจะอยู่หรือไป ฉะนั้น คนที่จะทำธุรกิจนี้สำเร็จได้ ต้องเข้าใจในศาสตร์ของการบริหารจัดการที่ไม่ธรรมดา กล่าวคือ ต้องรู้ยุทธวิธีในการบริหารธุรกิจแบบนอกกรอบ จะไปลอกตำรามาบริหารทั้งดุ้นไม่ได้ มันต้องรู้จักบริหารแบบพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ ต้องรู้จักสร้างเอกลักษณ์ สร้างกลไก สร้างจุดขาย ให้เป็นต้นแบบของตนเอง และต้องไวต่อเหตุการณ์ต่างๆ ด้วย

อย่าลืมนะว่าธุรกิจนี้กระแสโดยรวมเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก ถ้านักบริหารเงอะงะ ไม่ทันเกม มัวแต่ง้างดาบแต่ไม่กล้าฟัน ไม่กล้ารุก ไม่กล้าเปิดเกมรบ ไม่กล้าประกาศศักดา ใช้วิธีแบบตั้งรับเพียงอย่างเดียว โอกาสจะประสบสำเร็จแทบมองไม่เห็น

เพราะสมาชิกคงไม่มีใครรอความหวังแบบลมๆ แล้งๆ และเขาคงไม่ยอมกัดก้อนเกลือกินกับบริษัทต่อไปแน่ ในที่สุดผู้คนก็เผ่นไปอยู่ค่ายใหม่ที่สามารถจับต้องรายได้ที่ดี และเร็วกว่า ธุรกิจนี้ใครสร้างความฮึกเหิม สร้างความพึงพอใจให้สมาชิกได้มากกว่า โอกาสชนะย่อมเป็นไปได้สูง     

ชั่วโมงนี้ “จุดชนะ” ของค่ายที่ไม่ใหญ่มากนัก ก็ยังพอมีช่องว่างให้ได้เดินไป อยู่ที่ว่า ผู้นำทัพกล้าพอที่จะ “หักด่าน” ฝ่าวงล้อมของค่ายยักษ์ใหญ่ทุนหนากว่าหรือไม่

นั่นก็คือ ความกล้าบ้าบิ่นในการทำตลาดของค่ายเล็ก พร้อมที่จะรุกรบมากน้อยแค่ไหน ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า พื้นฐานของกลุ่มทุนหนาๆ ไม่ใช่ว่าจะกล้าทำศึกแบบแตกหักเสมอไป
เพราะการใช้จ่ายเสบียงแต่ละบาทเพื่อการทำศึก ส่วนใหญ่ผู้บริหารที่มาจากธุรกิจขนาดยักษ์มักจะคิดนาน บวกลบคุณหารหลายตลบ ขั้นตอนเยอะ  ตรงนี้แหละอาจเป็น “จุดตาย” ของกลุ่มทุนยักษ์ที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่ายก็เป็นได้ 

อย่าลืมนะว่า การแข่งขันในธุรกิจนี้โดยเฉพาะค่ายที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม่ ต้องอาศัยความใจถึง ต้องสร้างความตะลึง “โดนใจ” ให้คนเครือข่ายได้รับความพึงพอใจในเวลาอันสั้น

แต่ที่ผ่านมาผู้บริหารที่มาจากกลุ่มทุนยักษ์ ส่วนใหญ่มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า  มีความเก่งเชี่ยวชาญ ผ่านงานบริหารมาแล้วนับไม่ถ้วน รอบรู้ทุกด้าน ความคิดอ่านเหนือชั้น แต่หารู้ไม่ว่า ธุรกิจเครือข่ายไม่ใช่ค้าขายทั่วไป มันมีความสลับซับซ้อน มีหลุมพรางอยู่เต็มไปหมด แม้จะศึกษาเพื่อเรียนรู้ให้ถ่องแท้ มันก็ไม่ง่ายที่จะเดินไปให้บรรลุเป้าหมายในเวลากระชั้นชิด 

เพราะเหตุนี้นี่เองที่ผ่านมาธุรกิจเครือข่ายจึงได้กลายเป็น “สุสาน” ของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ไปอย่างน่าเสียดาย!!