315 1 - 15 มีนาคม 2555      
   
 
 
               
 
   

3สิงห์ฟื้นชีพตลาดน้ำดำ(ภาค2)
‘บี.พี.’ซุ่มตีตลาดภูธร เทงบโรงงาน 100 ล้าน
‘เลิฟยู’ใจสู้ไม่ถอย – ‘ไฮไลฟ’น้องใหม่ขอลุยอีกรอบ

   
               
   

ศึกตลาดน้ำดำ (โสมเกาหลี – จีน) โหมโรงลั่นกลองรบอีกครั้งตั้งแต่ต้นปี ภายหลังส่งสัญญาณเงียบในท้องตลาดมานานนับ 10 ปี ความแรงของตลาดน้ำดำ ณ ห้วงเวลานั้น เรียกว่าผู้ประกอบการเกือบจะทุกค่าย จำเป็นต้องมีสินค้าน้ำดำไว้ติดบริษัท ซึ่งถ้าหากว่าค่ายไหนไม่มี เป็นอันว่าค่ายนั้น…หมดสิทธิ์แจ้งเกิดในสนามขายตรงทันที
ด้วยเกมการตลาดที่ถูกเซ็ตขึ้นมาอย่างร้อนแรงและโฉบเฉี่ยว ยังผลให้ตลาดน้ำดำมาแรงเกิน 10 ปี ที่ตลาดไม่เคยสูญหายและตายไปทันที เมื่อเทียบกับ “ตลาดน้ำลูกยอหรือโนนิ” ที่แจ้งเกิดมาไล่เลี่ยกัน แต่สุดท้ายตลาดน้ำลูกยอ ก็คงไว้ได้แค่ตำนาน และไม่สามารถสร้างกระแสให้ร้อนแรง หรือ “จุดติด” ได้อีกต่อไป ซึ่งสวนทางกับ “ตลาดน้ำดำ” ที่ตลาดให้การตอบรับมาจนถึงทุกวันนี้
หากย้อนอดีตกาลกลับไปที่ตำนาน “ตลาดน้ำดำ” ถูกเซ็ตและแจ้งเกิดโดยค่าย “กราฟเธอร์” และ “โกลด์แคทส์” ที่สามารถเขย่าตลาดดับรัศมีค่ายขายตรงต่างชาติได้ไม่น้อย ต่อมาตำนาน “หมอเส็ง” “โหย่งเหิง” และ “โสมเกาหลีตังกุยจับ” ก็ร่วมกันสร้างสีสัน จน “โสมเกาหลีตังกุยจับ” ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ในเวลาต่อมา เมื่อ “เสือ” เจอ “สิงห์” เข้ามาร่วมระเบิดศึกตลาดน้ำดำด้วยกัน ตลาดขายตรง ณ เวลานั้น จึงซดยอดกันอย่างเมามันส์ จนสร้างให้ค่ายที่ใช้แผนไบนารี่ในตระกูลน้ำดำ ก้าวขึ้นเป็น 1 ในอันดับ TOP10 วงการขายตรงไทยได้แทบจะไม่เชื่อสายตา โดยมียอดขายรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท เล่นเอา ณ เวลานั้นค่ายยักษ์ใหญ่ – กลาง – เล็ก ทั้งไทยและต่างชาติ ต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อต้านรับ “ตลาดน้ำดำ” กันเป็นทิวแถว
10 ปีต่อมา “ตลาดน้ำดำ” ทำท่าแผ่วปลาย “ตลาดน้ำขาว” อย่าง “พลูคาว” ก็เริ่มผงาดขึ้นสู่ตลาดทดแทนน้ำดำที่เริ่มเจือจาง ท่ามกลางการแข่งขันที่ร้อนระอุและแย่งแชร์ยอดขายกันอย่างเมามันส์ ในตระกูลน้ำดำ ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหลายเรื่องด้วยกัน อาทิ หุ้นส่วนแตกแยก เพื่อนแตกเพื่อน แม่ทีมแยกออกมาเปิดแข่ง เกิดการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมากมายหลายกรณี ฯลฯ “ตลาดน้ำดำ” จึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสินค้าที่มีความอาถรรพ์ไม่แพ้ “ตลาดน้ำขาว” อย่าง “พลูคาว”
เพราะตำนานสินค้า 2 ตัวนี้ หากใครได้ไปครอบครองแล้ว “ทำไม่ดี” ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้อีกในรอบที่ 2 ที่สำคัญความแรงของ “ตลาดน้ำดำ”…ยังโดนเล่นงานจากหน่วยงานรัฐทุกแขนง จนเลือดสาด หลายค่ายต่างสะบักสะบอมไปตามๆ กัน ว่ากันว่า คงเหลือแต่ค่าย “น้ำดี” และ “จริงใจ” เท่านั้น ถึงจะผ่าน “อาคมมนต์ขลัง” ด่านอาถรรพ์และแจ้งเกิดสินค้าของ 2 ตัวนี้ไปได้...!!!
และขอตัดบทมาถึง “ตลาดน้ำขาว” หรือ “พลูคาว” ข้อต่อของ “ตลาดน้ำดำ” กันสักหน่อย ภายหลังตลาดน้ำดำเริ่มกร่อย “พลูคาว” เจ้าของตำนานสินค้าไทย ก็เริ่มเบียดตลาดขึ้นมาให้เห็นอย่างเด่นชัด และเริ่มชิงแชร์ ตีกินตลาดกันอย่างเมามันส์ไม่แพ้ตลาดน้ำดำเช่นเดียวกัน เอาเป็นว่า ไปค่ายไหนไม่เห็นโบรชัวร์สินค้าแปะข้างฝา เป็นอันว่า ค่ายนั้นมีสิทธิ์ล้มทันที และก็อาถรรพ์ตามที่กล่าวมาข้างต้น จากการแตกแยก แตกฝูงของพรรคพวกเดียวกัน ก็มีตำนานคล้ายๆ กับตลาดน้ำดำ จนสื่อทุกแขนงในวงการขายตรงต่างตั้งให้เป็นสินค้า “สุดอาถรรพ์” เพราะสามารถสร้างให้คนรวยและจนได้ในพริบตาเช่นเดียวกัน
หลังกระแส “ตลาดน้ำดำ & น้ำขาว” หลุดโผออกจากผังขายตรง ตลาดน้ำผลไม้ชงดื่มเพื่อสุขภาพ ชนกับตลาดน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ก็ขยับขึ้นมาแทนที่ ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้รวมพันธุ์ต่างชาติ หรือ น้ำมังคุดพันธุ์ไทย ก็ดังเปรี้ยงและซัดกันในตลาดอยู่ระยะหนึ่งว่า ของไทยดีกว่าต่างชาติหรือของต่างชาติดีกว่าไทย แต่ก็ไม่ใช่ของจริงที่จะมาสร้างตำนานได้ง่ายๆ อีกเช่นกัน เพราะจากตลาดที่เคยบูมก็เหลือแค่ตำนานให้กล่าวขานกันเพียงเท่านั้น
หมดจากกระแสตลาดน้ำดำ น้ำขาว สู่ตลาดน้ำผลไม้ ทีนี้ ตลาดก็ตีกลับมาที่สินค้าเกษตรบ้าง ภายหลังจากนโยบายรัฐบาลชุดประชา ธิปัตย์เป็นแกนนำ ชูธงเขียวลด ละ เลิก เคมีที่นำเข้ามาใช้ในเมืองไทย จนกระทั่งสมาคมผู้ผลิตปุ๋ยเคมีชนิดเม็ดต้องออกมาโอดครวญและตัดพ้อต่อสื่อว่า พวกตนไม่ใช่มาเฟียที่จะสกัดกั้นไม่ให้ตลาดอินทรีย์เกษตรเข้ามาทำตลาด เพราะสามารถใช้ร่วมกันได้ทั้งสองอย่าง ส่วนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นมาเฟียสกัดไม่ให้ตลาดอินทรีย์เกษตรมาทำตลาดภาคสนามนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ยังผลให้ตลาดอินทรีย์เกษตรชนิดน้ำและชนิดเม็ด กลับบูมสุดขีด ในปี 2553 จวบจนปัจจุบันนี้
และในต้นปี 2555 สินค้าที่โดดเด่นและน่าจับตามองยังไม่เป็นที่แน่ชัด นอกเหนือจากเครื่องสำอางและอาหารเสริมที่ยักษ์ใหญ่ชิงแชร์ตลาดเบอร์ 1-5 ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนานและไม่ตกยุค ก็ยังคงไม่มีสินค้าตัวใดที่หวือหวาและก้าวขึ้นมาเทียบเคียงสินค้าอินทรีย์เกษตรที่ยังมาแรงไม่ตกได้
ภายหลัง “ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์” ได้ลงสำรวจในภาคสนาม …กลับพบว่า “ตลาดน้ำดำ” ยังคงขายดิบขายดีในตลาดภูธร ทำเอาทีมข่าวต้องกลับลำมาตั้งบทวิพากษ์วิจารณ์กันใหม่อีกครั้ง ด้วยการเปิดเวทีหน้ากระดาษผืนนี้จับกระแสข่าวมาวิเคราะห์กันใหม่ทั้งหมด
ภายหลังจากคลุกคลี ลงลุย และสัมผัสภาคสนามของทีมข่าว ก็ได้รับคำตอบว่า “ตลาดน้ำดำ” ยังไม่ตาย เพราะยังมี “โหย่งเหิง” (เจริญโอสถ หรือ จอย แอนด์ คอยน์) ค่าย “หมอเส็ง” “โกลด์แคทส์” และค่ายเล็กๆ อีกหลายค่าย ยังคงอิงสินค้าน้ำดำเป็นสินค้าตัวเอกอยู่เช่นเดิม ถึงแม้จะสร้างยอดไม่หวือหวาเฉกเช่นในอดีต แต่ก็ต้องบอกว่า สามารถทำยอดขายได้ไม่เบาทีเดียว เพราะกระแสตอบรับจากลูกค้ายังมีมาอย่างต่อนื่อง
นอกเหนือจากค่ายพี่ใหญ่ที่กินแชร์ตลาดน้ำดำมานาน บัดนี้กลับพบว่า ยังมีหน้าใหม่ที่คอยชอนไช สร้างกระแสปลุกตลาดน้ำดำ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ โดยเฉพาะ ค่าย “บี.พี.โปรเกรส” ที่สามารถจุดกระแสตลาดน้ำดำให้ดังเปรี้ยงปร้างอีกครั้ง จากตำนานเดิม “อาร์.เอ็น.โปร เกรส” ภายใต้การบริหารงาน “คุณอรุณ บุญภักดี” พี่ชายผู้สร้างตำนานให้ “อาร์.เอ็น.โปรเกรส” โด่งดัง ที่ได้ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต จนน้องชายหัวแก้วหัวแหวนชายร่างเล็กแต่ใจใหญ่อย่างบอส “สุเทพ บุญภักดี” ที่สวมหัวใจสิงห์ วิ่งสู้ฟัด งัดกลยุทธ์ทุกเม็ดมาสืบสานตำนานต่อ ภายใต้บริษัทใหม่ในนาม “บี.พี.โปรเกรส” ที่ทำตลาดแบบซุ่มเงียบที่ตลาดภูธรทั่วประเทศ แล้วไปลงหลักปักฐานใหม่ที่จังหวัดนครราช สีมา ดินแดนที่พี่ชายตั้งใจที่จะสานฝันให้เป็นจริง วันนี้ บอสใหญ่ “สุเทพ” ก็ทำสำเร็จและพร้อมรบเกิน 100% 
ด้วยความพร้อมของโรงงานการผลิตบนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ณ อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ที่ใช้งบกว่า 100 ล้านบาท และที่สำคัญกำลังจะใช้งบอีกกว่า 100 ล้านบาท ทุ่มสื่อผ่านสถานีเครือข่ายทีวีดาวเทียม ทางสถานี INTV TVD และสถานีดาวเทียมช่อง อื่นๆ นี่ยังไม่นับรวมสื่อหนังสือ พิมพ์และนิตยสารในธุรกิจขายตรง ตามที่บอสใหญ่ “สุเทพ  บุญภักดี” ตั้งใจและสานงานต่อจากพี่ชาย “อรุณ บุญภักดี” การเป็นเจ้าพ่อบุญทุ่มของบอส “สุเทพ” ยังไม่จบแค่นี้ ยังทุ่มงบอีกว่า 100 ล้านบาท สร้างฐานสมาชิกให้ “รวยสั่งได้”         
ภาพความยิ่งใหญ่ของ “ตลาดน้ำดำ” บี.พี.โปรเกรส อาจจะยังไม่ชัดเต็มร้อย หากไม่ฉายภาพความยิ่งใหญ่ของการจัดงานพบปะสังสรรค์สมาชิก ณ โรงงานการผลิตที่อำเภอคง ที่มีสมาชิกเข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน เล่นเอาสื่อมวลชนช็อกไปตามๆ กัน และไม่คาดคิดว่า จากค่ายที่เคยโด่งดังแล้วเงียบไปสักพักใหญ่ จะโด่งดังขึ้นมาอีกครั้ง จากมันสมองสองมือของบอสตัวเล็กแต่ใจใหญ่อย่าง “สุเทพ บุญภักดี” จะกลายเป็นผู้ฟื้นคืนชีพตลาดน้ำดำ และปลุกตลาดให้เหิมเกริมขึ้นมาอีกครั้ง
การฟื้นชีพตลาดน้ำดำ จะมาแบบหนึ่งเดียวหรือบินเดี่ยวแล้วสร้างตำนานใหม่ให้เกิดขึ้นอีกครั้งนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะการแท็คทีมกันเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ ย่อมดีกว่าบินไปแบบหัวเดียวกระเทียมลีบ ที่สำคัญตลาดนั้นใหญ่เกินกว่าที่จะมาแย่งแชร์กันเองด้วยซ้ำ ดังนั้น ค่าย “เลิฟ ยู” จึงเป็นอีกค่ายหนึ่งที่ร่วมเปิดกระแสแชร์ตลาดน้ำดำ (ภาค 2) ถึงแม้ทั้ง 2 ค่าย จะมาจากองค์กรขนาดกลาง และ เล็ก แต่เป็นเล็ก “พริกขี้หนู” เพราะหากเคี้ยวลงไปเมื่อใดเป็นอันว่า เผ็ดพอตัวสำหรับค่าย “เลิฟ ยู” ภายใต้การนำทัพของบอสดา “จิรัชยาพัชร์ สาคะรินทร์” สาวแกร่งผู้เป็นที่รักและที่พักพิงให้กับค่าย “เลิฟ ยู”
หลังจากเปิดเกมบุกมานาน แสนยานุภาพก็เริ่มเด่นชัดในปีที่ 4 หลังจัดงานครบรอบ 4 ปี สมาชิกให้การตอบรับกว่า 4,000 คน ณ สโมสรตำรวจ ก็เรียกว่า ไม่เบาทีเดียว ภายหลังจากโดนกระแสน้ำท่วมซัดกระหน่ำ แถมยังแตกหักกับหุ้นส่วนที่ไปเปิดบริษัทใหม่ในนาม “บริษัท เลิฟ เน็ตเวิร์ค จำกัด” ภายใต้การบริหารงานของ “ทานุชล หงษ์ทอง” คนกันเอง และคิดว่าทั้ง 2 ขั้วและ 2 ค่าย คงจะเขย่าบัลลังก์และเรียกพลังศรัทธากลับคืนมาได้ไม่น้อย นั่นหมายความว่า ตลาดน้ำดำจะเดือดจนเกินพิกัดอีกครั้ง 
ทิ้งท้ายกันที่ สิงห์ตัวที่ 3 นั่นคือ ค่าย “ไฮไลฟ อินเตอร์ เมท กรุ๊ป” สิงห์ภูธรบุกกรุง หลังจากทำตลาดภูธร จังหวัดพิษณุโลก จนสำเร็จ โดยมีคุณพ่อเป็นแพทย์แผนโบราณจีน ที่มีประสบการณ์ด้านตำรับยาจีนมาอย่างโชกโชน เรียกว่า จ่ายยาสูงสุดต่อครั้งกว่า 1 ล้านบาท จนเข้ารับรางวัลพระราชทานหลายครั้งด้วยกัน และที่สำคัญยังมีโรงงานผลิตสมุนไพรจีนเป็นของตนเอง ผลัดมือจากคุณพ่อชาวจีนสู่ทายาทรุ่นลูกเชื้อจีนปนไทย ก็ได้สืบสานตำนานต่อจากคุณพ่อ โดยทายาทคนที่ 2 จบคณะแพทยศาสตร์ พ่วงด้วยแพทย์แผนโบราณอีก 1 ใบ ซึ่งสามารถสั่งจ่ายยาทั้งแผนโบราณและแผนปัจจุบันตามใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งต้องบอกว่า มีต้นตำนานยาโสมจีนน้ำดำขนานแท้อีกตระกูลหนึ่ง ที่จะขอฝากจารึกชื่อเสียงไว้ในวงการขายตรงไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2555 นี้
จากภูธรสู่ตลาดเมืองกรุง ถือเป็นการบ้านโจทย์ข้อใหญ่สำหรับนักธุรกิจหน้าใหม่วงการขายตรงไทย เพราะการลองชิมลางในตลาดเมืองกรุง หากมีความรู้เครือข่ายไม่แตกฉาน ย่อมโดนลองของอย่างแน่นอน และก็เป็นไปตามคาด เมื่อ “ไฮไลฟ” เข้ามาชิมลาง ก็โดนต้อนรับน้องใหม่ในธุรกิจขายตรงอย่างจัง จนเรียกว่าฐานการตลาดเป๋ เดินโซซัดโซเซอย่างไม่เป็นท่า แต่ก็สามารถยืนหยัดมาได้นานกว่า 2 ปีเต็ม ก็ต้องบอกว่าผ่านบททดสอบด่านสนามหินใน กทม.พอสมควร จนสามารถยืนหยัดในสนามได้ในแผนการตลาดสแตร์สเต็ปขายตรงพันธุ์ไทยแท้ ที่ยืนปักหลักด้วยฐานผู้บริโภคขนานแท้ที่ไม่ใช่ฐานเครือข่ายขายตรงมาถึงวันนี้ 3 ศรีพี่น้องต้นตระกูล “เหลืองตระกูล” จะขอยืนหยัดต่อสู้ต่อไป และขอตั้งหลักใหม่ในฐานระบบเครือข่ายขายตรงพันธุ์แท้ ที่ต้องการสร้างเครือข่ายและขยายสินค้าน้ำดีสู่มือผู้บริโภคให้มากที่สุด…คงต้องติดตามเกมการบุกตลาดน้ำดำจากสิงห์ตัวที่ 3 ว่าจะสามารถเปิดเกมบุกตลาดได้มาก – น้อยเพียงใด ในภาวะที่มีความพร้อม 100% คงต้องติดตามในช็อตต่อไป อย่างใกล้ชิด…!!!