328

16 - 30 กันยายน 2555      
   
 
 
               
   

‘เอปสัน’ลุยตลาดปริ้นเตอร์แท้งค์แท้
ระบุ!ดัมพ์ราคา 30% กำไรยังไม่หด

   
               
   

 “เอปสัน” รุกเจาะตลาดปริ้นเตอร์แท็งค์แท้ L-series หลังเสียงตอบรับดีเกินคาด...ล่าสุด! ปล่อยซีรี่ส์ใหม่ออกตัว 4 รุ่น ครอบคลุมทุกเป้าหมาย ขยับตัวดัมพ์ราคาเฉลี่ยกว่า 30% ลดช่องว่างระหว่างเครื่องพิมพ์ที่นำไปดัดแปลงเอง ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่กว่า 50% ของยอดขายรวมในตลาด…ยัน! ดัมพ์แล้วกำไรยังไม่หด ปีนี้ตั้งเป้าขอครองแชมป์ความเป็น 1 พร้อมขยับทิ้งห่างอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 33-35%...!!
มร.เออิจิ คาโตะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากปัจจุบันลูกค้า มีการคำนึงถึงความคุ้มค่าในการเลือกซื้อปริ้นเตอร์เป็นหลัก ปีนี้เอปสันจึงมุ่งเน้นออกปริ้นเตอร์ในรูปแบบแท็งค์แท้ L-series ที่ให้งานพิมพ์คุณภาพดีมากกว่า เพื่อรองรับปริมาณงานได้มากและพิมพ์ได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งมีต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นที่ถูก เพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าในหลายกลุ่ม ซึ่งในปีที่ผ่านมาหลังจากเปิดตัว L-series ออกไป พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มียอดขายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด! ตัดสินใจออกตัวสินค้าใหม่เพิ่มอีก 4 รุ่น โดยปรับเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งราคา รวมถึงต้นทุนที่คุ้มค่า มีการพิมพ์ต่อแผ่นถูกที่สุดในตลาด จนเรียกได้ว่าเป็นเครื่องที่ประหยัดที่สุดในตลาดปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตขณะนี้ ซึ่งสามารถพิมพ์ได้ 4,000 หน้า ด้วยต้นทุนเพียง 250 บาท เหมาะกับผู้ใช้ตั้งแต่กลุ่มคอนซูเมอร์ และองค์กรธุรกิจทุกขนาด
นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แท็งค์แท้ L-series ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของตลาดปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ต ที่ช่วยตอกย้ำความเป็นผู้นำของเอปสันที่สามารถตอบโจทย์ ความคุ้มค่าและความพึงพอใจของลูกค้าได้ดีกว่าใคร
นอกจากนี้ การเปิดตัวสินค้าทั้ง 4 รุ่นใหม่ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดให้กับเอปสัน เพราะจากการเปิดตัวของแท็งค์แท้ L-series ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ได้รับความนิยมจากกลุ่มโซโห เอสเอ็มอี และหน่วยงานขนาดกลาง รวมถึงสถานบันการศึกษาเป็นอย่างดี และการออกตัวสินค้าใหม่ 4 รุ่น ในครั้งนี้จะสามารถเลือกตอบสนองได้ในทุกกลุ่มเป้าหมายตามการใช้งาน
ทั้งกลุ่มเป้าหมาย นักเรียน นักศึกษา และโฮมออฟฟิศ ที่เน้นราคาประหยัด สามารถรองรับงานพิมพ์จำนวนมากหรือรุ่นที่เหมาะสำหรับกลุ่มสถาบันการศึกษา เอสเอ็มอี และหน่วยงานขนาดใหญ่ ที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพในการพิมพ์ที่สูง
โดยจุดเด่นของ L-series ทั้ง 4 รุ่น นี้จะอยู่ที่ประสิทธิภาพการพิมพ์ที่สูงขึ้น สามารถพิมพ์งานได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องหยุดเครื่องเพื่อเปลี่ยนตลับหมึกบ่อย ๆ สามารถรองรับปริมาณงานพิมพ์จำนวนมาก พิมพ์สูงสุดถึง 4,000 แผ่น สำหรับพิมพ์ขาวดำและ 6,500 แผ่นสำหรับพิมพ์สี อีกทั้งในแท็งค์แท้บางรุ่นยังสามารถพิมพ์ได้เร็วขึ้นถึง 2-3 เท่า เพื่อรองรับงานพิมพ์คุณภาพสูงและปริมาณงานพิมพ์จำนวนมาก รวมถึงการปรับราคาลดลง 25% เมื่อเทียบกับสินค้ารุ่นเดิมที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว
อีกทั้งในปัจจุบัน ยังมีลูกค้าที่เคยใช้ปริ้นเตอร์แท็งค์ดัดแปลงหันมาใช้แท็งค์แท้ L-series มากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายแท็งค์แท้ L-series ที่เติบโตในทันทีตั้งแต่ช่วงเปิดตัวและเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งช่องว่างราคาของสินค้าระหว่างแท็งค์แท้กับแท็งค์ที่ดัดแปลงไม่ได้แตกต่างกัน ลูกค้ายังสามารถสบายใจได้เต็มที่ เมื่อซื้อแท็งค์แท้ L-series เพราะจะได้รับการประกันเครื่องจากเอปสันโดยตรง ไม่ต้องเสี่ยงกับการบริการที่ไม่ได้มาตรฐานจากเครื่องดัดแปลง
ทั้งนี้ การลดราคาเครื่องพิมพ์แท็งค์ลงเฉลี่ยกว่า 30% นั้น เพื่อต้องการลดช่องว่างระหว่างเครื่องพิมพ์ที่นำไปดัดแปลงเอง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่กว่า 50% ของยอดขายรวมในตลาด แต่การลดราคาเครื่องให้ถูกลงนี้ไม่ได้ทำให้ส่วนต่างกำไรของบริษัทลดลง เนื่องจากในภาพรวมของอีโคโนมี ออฟ สเกล ที่หากเทียบกับยอดขายแล้วจะมีมากขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตเครื่องลดลงตาม โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายปริ้นเตอร์แอลซีรี่ส์เพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า
โดยบริษัทจะวางกลยุทธ์หลักสำคัญไว้ 4 ด้าน คือ การมีสายผลิตภัณฑ์ครบตามความต้องการ พัฒนาคู่ค้าให้แข็งแกร่ง มีบริการหลังการขายที่ดี พร้อมกับการทำกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ปัจจุบันเอปสันมีคู่ค้าอยู่รวบ 187 ราย มีศูนย์บริการ 112 แห่ง ทั่วประเทศ
นอกจากนี้ จากการประเมินของบริษัทวิจัยจีเอฟเคช่วงที่ผ่านมา มีการระบุว่าปัจจุบันเอปสันถือครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดอิงค์เจ็ตปริ้นเตอร์ โดยมีส่วนแบ่งในเชิงมูลค่าที่ 30% มี 44% ตามประเภทของซิงเกิลฟังก์ชันนั้น และมีอยู่ 26% ในด้านของมัลติฟังก์ชัน ซึ่งสำหรับปีนี้ตั้งเป้าครองแชมป์ความเป็น 1 พร้อมขยับทิ้งห่างอันดับ 2 ด้วยส่วนแบ่งตลาด 33-35% พร้อมกับมองว่าแนวโน้มการเติบโตตลาดเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ตไทยปีนี้ค่อนข้างจะคงที่ประมาณ 8-10% มียอดขายที่ 1.1-1.2 ล้านเครื่อง จากมูลค่า 2,500-3,000 ล้านบาท